CBD OIL คุณภาพดี - จะรู้ได้อย่างไร?

น.พ.บรรลือ กองไชย - Barami Lab

 


ปัจจุบันมีน้ำมัน CBD oil จำหน่ายอยู่มากมาย มีให้เลือกหลายมาตรฐาน หลายราคา รวมทั้งความเข้มข้น ทำให้ผู้ที่จะใช้เกิดความสับสนในการเลือกซื้อได้ และอาจจะเป็นสาเหตุให้ผู้ขายหลอกได้ ทำให้เสียเงินไปอย่างไม่คุ้มค่ากับประโยชน์ที่จะได้รับ ... บทความนี้จะใช้เป็นแนวทางในการพิจารณาก่อนตัดสินใจซื้อ


+ เทคนิดการสกัด

การสกัดที่ดีต้องได้ความเข้มข้นของสารสกัดสูงสุดและต้องไม่มีการปนเปื้อน ซึ่งปัจจุบันก็มีการสกัดแบบ Supercritical Fluid Extraction ที่ให้ผลดีที่สุด เพราะใช้ CO2 เหลวเป็นตัวทำละลาย โดยการทำให้แก๊ส CO2 อยู่ในสภาพของเหลวและเข้าไปทำละลายสารที่ต้องการสกัดออกมา จากนั้นแก๊ส CO2 ก็จะระเหยเป็นไอออกไป


การสกัดด้วยความเย็นจะทำให้ได้ทั้งสาร CBD และ CBDA (CBDA จะถูกทำลายด้วยความร้อนได้) มี งานวิจัย ที่ระบุว่า CBDA ช่วยยับยั้งการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งเต้านมได้

วิธีนี้จึงถือได้ว่าปลอดภัยที่สุด เพราะไม่มีสารตกค้างจากการสกัด แต่วิธีนี้มีค่าใช้จ่ายสูงมากและมีความยุ่งยากในการทำ เมื่อเทียบกับวิธีการอื่นที่ใช้สารเคมีเป็นตัวทำละลาย เช่น ethanol, propane, butane, pentane เป็นตัวทำละลาย ซึ่งจะมีสารพวกนี้ตกค้างมาในสารสกัดได้


+ แหล่งที่ปลูก

พืชที่สะสมธาตุโลหะหนักเอาไว้ในลำต้นได้ในปริมาณมากกว่าพืชทั่วไป เราเรียกพืชแบบนี้ว่า "Hyperaccumulator" ซึ่งทั้งกัญชงและกัญชาจัดเป็นพืชที่มีคุณสมบัตินี้ ดังนั้นกัญชงที่ปลูกจะดึงดูดธาตุต่างๆ ในดินผ่านทางระบบราก เข้ามาสะสมในลำต้น


สิ่งที่รากกัญชงสะสมนี้นอกจากจะเป็นแร่ธาตุและวิตามินแล้ว ยังมีสารปนเปื้อน เช่น โลหะหนัก และสารมีพิษอื่น เข้ามาด้วย


ดังนั้น CBD oil ที่ปลอดภัยที่สุด จึงควรจะมาจากแหล่งธรรมชาติ ที่ได้รับการตรวจสอบเรื่องสารพิษและสารตกค้างในดินเป็นประจำ นอกจากนี้น้ำมันที่สกัดได้ก็ควรจะทดสอบด้วยว่า จากห้องแลบที่ได้มาตรฐาน ISO/IEC 17025:2017 เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีการปนเปื้อนของ ยาฆ่าแมลง โลหะหนัก แบคทีเรีย เชื้อรา สารละลายอื่นที่ตกค้าง เป็นต้น


+ ราคา

CBD oil ที่มีคุณภาพสูง จะมีต้นทุนในการผลิตสูง ตั้งแต่เมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพ แปลงปลูก ระบบในการดูแล การทดสอบสารอย่างสม่ำเสมอ ไปจนถึงวิธีที่ใช้ในการสกัด และคุณภาพของน้ำมันพาหะ (Carrier oil)


ดังนั้น CBD oil ที่ขายในราคาถูก เป็นสัญญานเตือนให้ระวังไว้ก่อนว่าจะไม่ปลอดภัย


+ ฉลากสินค้า

ยิ่งมีปริมาณสาร CBD ในขวดสูงมากเท่าไหร่ ผลิตภัณฑ์นั้นก็จะมีคุณภาพสูงกว่า เวลาซื้อมาใช้ จึงไม่ควรดูเรื่องราคาเพียงอย่างเดียว ให้ดูปริมาณความเข้มขันของสาร CBD ในขวดด้วย


โรงงานผลิตที่ได้มาตรฐานและน่าเชื่อถือ จะระบุความเข้มข้นของสาร CBD ทั้งหมดในขวดบนฉลากสินค้า มีหน่วยเป็น มิลลิกรัมต่อขวด เช่น 1000 mg ต่อขวด 10 ml เป็นต้น ปริมาณสาร CBD ยิ่งสูงมาก บ่งบอกว่าผลิตภัณฑ์นั้นมีคุณภาพสูง


CBD oil ที่แนะนำควรมี CBD ที่ 250 - 1000 mg. ต่อขวด 10 ml ถ้าน้อยกว่านี้จะไม่คุ้มค่าในการใช้งาน

 


ความเข้มข้นของ CBD มีผลต่อราคา CBD oil

จากการวิจัยพบว่าปริมาณ CBD มีผลต่อการรักษาโรคต่างๆ เช่น ถ้าต้องการใช้ CBD oil เพื่อระงับอาการของโรคที่รุนแรง เช่น ยับยั้งการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง หรืออาการชักจากโรคลมชัก ควรใช้ปริมาณ CBD ที่สูงกว่าการรักษาอาการที่ไม่รุนแรง เช่น อาการวิตกกังวล เป็นต้น

ดังนั้นถ้าเลือกซื้อน้ำมันกัญชงที่มีปริมาณ CBD ต่ำและราคาไม่สูงมาก ก็ต้องใช้น้ำมันหลายหยดเพื่อให้ได้สาร CBD มากพอสำหรับบรรเทาอาการป่วยที่รุนแรง


ยกตัวอย่าง ถ้าต้องการใช้ CBD oil เพื่อระงับอาการกระตุกจากโรคพาร์กินสัน ต้องใช้ปริมาณ CBD ที่ 10 มิลลิกรัม จึงจะระงับอาการกระตุกได้ และถ้าผู้ใช้เลือก CBD oil ที่มีความเข้มข้น 30% ซึ่งในหนึ่งหยดมีสาร CBD = 10 mg. พอดี ทำให้ใช้น้ำมันเพียงหยดเดียวก็พอ แต่ถ้าผู้ใช้เลือกซื้อ CBD oil แบบที่มีความเข้มข้น 10% ซึ่งในหนึ่งหยดมีสาร CBD 3.33 mg. ทำให้ต้องใช้น้ำมัน 3 หยด จึงจะช่วยระงับอาการชักได้

 

+ ทดสอบจากห้องแลบกลาง

ก่อนจะตัดสินใจซื้อ CBD oil ให้ตรวจสอบว่าบริษัทที่ผลิตได้ส่งสินค้าไปทดสอบกับห้องแลบกลางที่เชื่อถือได้ และต้องมีข้อมูลการทดสอบระบุไว้ในฉลากหรือเอกสารแนบมากับผลิตภัณฑ์ รวมทั้งต้องเปิดเผยต่อสาธารณะผ่านทางเว็บไซต์ ซึ่งสามารถตรวจสอบผลย้อนกลับไปยังห้องแลบนั้นได้


ถ้าไม่มีเอกสารพวกนี้กำกับ ให้ตั้งข้อสงสัยไว้ก่อน บริษัทที่มีชื่อเสียงจะยินดีในการเปิดเผยข้อมูลนี้ และเปิดช่องทางให้คนทั่วไปเข้ามาดูได้ง่าย


รายงานผลการทดสอบที่ตรวจสอบได้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะจะบ่งบอกถึงปริมาณของ CBD และ THC รวมทั้งการวิเคราะห์สารตกค้างและโลหะหนัก


+ ประเภทสารสกัด

CBD oil ที่สกัดได้จากดอกกัญชง เราเรียกว่า Full-spectrum CBD oil ซึ่งจะมีสารสกัดทุกชนิดรวมกันอยู่ในนั้น เช่น สารกลุ่ม Cannabinoids, Terpenes, Flavonoids และอื่นๆ เป็นต้น จะออกฤทธิ์เสริมซึ่งกันและกันแบบ entourage effect ทำให้เกิดประโยชน์ด้านการรักษามากกว่าน้ำมัน CBD oil ที่เป็นแบบบริสุทธิ์ (Isolate CBD) เพราะจะไม่มีฤทธิ์เสริมกัน


กรณีนี้จะตรงข้ามกับสารสกัดทั่วไป ที่การสกัดยิ่งได้บริสุทธิ์มากเท่าไหร่ก็ยิ่งดี


ดังนั้นเวลาเลือกซื้อให้ดูด้วยว่าเป็นแบบ Full-spectrum CBD oil หรือไม่


+ จากกัญชาหรือกัญชง

CBD oil ที่ได้จากกัญชงจะมีสาร THC ปนเปื้อนมาน้อยกว่า 0.2% ซึ่งจะไม่ทำให้มีอาการเคลิ้มที่เรียกกันว่า Get High (ที่พบได้ในกัญชา)


ปัจจุบันในประเทศไทยอนุญาตให้แต่ละครอบครัวสามารถปลูกกัญชาได้ไม่เกิน 6 ต้นและมีการเปิดให้วิสาหกิจชุมชนปลูกกัญชาได้ด้วย ทำให้มีการนำดอกกัญชามาสกัดทำ CBD oil ซึ่งจะมีสาร THC > 0.2% กันมาก


ดังนั้นเวลาซื้อให้สอบถามหรือดูจากฉลากผลิตภัณฑ์ด้วยว่า CBD oil ที่จะซื้อ ได้มาจากกัญชงหรือกัญชา ยกเว้นกรณีที่ต้องใช้ในการรักษาโรคบางอย่างที่ต้องมีส่วนของ THC สูง ก็พิจารณาซื้อน้ำมันที่ได้จากกัญชา


+ อ้างสรรพคุณเกินจริง

CBD มีสรรพคุณในการรักษาได้หลายอย่างก็จริง แต่ก็ยังไม่มีการยืนยันทางการแพทย์อย่างชัดเจน ทำให้ไม่มีการชี้ชัดว่าสรุปแล้ว CBD จะเป็น ยา วิตามิน หรือ อาหารเสริม ทำให้บริษัทผู้ผลิต CBD oil ที่มีชื่อเสียงจะระมัดระวังเรื่องการอ้างสรรพคุณ เพราะอาจจะเข้าช่ายผิดกฏหมาย ทำให้เสียชื่อเสียงได้


ดังนั้นควรพิจารณาเรื่องการอ้างสรรพคุณที่สูงเกิน มันบ่งบอกว่าบริษัทผู้ผลิตน้ำมันอาจจะไม่คำนึงเรื่องชื่อเสียง ทำให้มีความเสี่ยงที่จะทำอะไรแบบไม่ถูกต้องได้ (ที่เราไม่รู้ แอบฝงอยู่)


ดู 221 ครั้ง0 ความคิดเห็น