top of page

ความหวังการรักษาโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (ALS) ล่าสุดด้วย NAD+

อัปเดตเมื่อ 30 ก.ย. 2566



โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (Amyotrophic lateral sclerosis : ALS) ซึ่งไม่ใช่โรคของกล้ามเนื้อโดยตรง แต่เป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของเซลล์ประสาทนำคำสั่ง แล้วส่งผลทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง เนื่องจากขาดเซลล์ประสาทนำคำสั่งมาควบคุม โดยที่เซลล์ประสาทนำคำสั่งเหล่านี้ค่อยๆ เกิดการเสื่อมและตายไปในที่สุด


อายุเฉลี่ยที่เกิดขึ้นของโรคอยู่ระหว่าง 60-65 ปี แต่ก็พบได้ในกลุ่มคนอายุน้อยกว่านี้ ซึ่งมักจะมีปัจจัยอื่นภายนอกที่มากระตุ้น ทำให้เกิดโรคได้


ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุของการเกิดโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงที่ชัดเจน แต่พบว่าเกิดจากหลายเหตุปัจจัย เช่น ปัจจัยทางพันธุกรรม ปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมที่มีการปนเปื้อนของสารพิษ และยังไม่มีวิธีการรักษาให้หายขาดได้


ดร.เดอลา รูเบียและคณะ ได้ทำการทดลองโดยใช้ Nicotinamide riboside (NR) ร่วมกับ Pterostilbene ในการรักษา ALS และพบว่าความรุนแรงของโรคดีขึ้นอย่างชัดเจน ทั้งกล้ามเนื้อที่แข็งแรงมากขึ้น การทำงานของปอดดีขึ้น สัดส่วนน้ำหนักกล้ามเนื้อลายต่อไขมันมากขึ้น ตามลำดับ


ในทางพยาธิวิทยาพบว่า เมื่อนำเนื้อเยื่อหนูที่กระตุ้นให้เกิด ALS และเนื้อเยื่อจากผู้ป่วย ALS (ผ่าศพ) มาตรวจ พบว่า มีโปรตีนเซอร์ทูอีนลดลง โดยเฉพาะ SIRT1 ดังนั้นการเพิ่มโปรตีนเซอร์ทูอีนน่าจะช่วยรักษาโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (ALS) ได้


แนวทางการศึกษาดังนี้


ดร.เดอลา รูเบียและคณะ ได้ทำการประเมินยา ที่ใช้กระตุ้นโปรตีนเซอร์ทูอีนได้ เพื่อนำมาใช้ในการทดลองรักษาคนไข้ ALS ทั้งในด้านความปลอดภัย ประสิทธิภาพ และความคงทน (Tolerability: ระดับที่ผู้ป่วยสามารถทนต่อผลข้างเคียงของยาได้) โดยยาผสมนี้เรียกว่า EH301 (ประกอบด้วย Nicotinamide riboside และ Pterostilbene)


NR (เป็นวิตามินบี 3 ชนิดหนึ่งที่เป็นสารตั้งต้นของ NAD: Nicotinamide adenine Dinucleotide) เมื่อรับประทานเข้าสู่ร่างกายจะเปลี่ยนไปเป็น NMN และสุดท้ายเป็น NAD และ


Pterostilbene จะเป็นตัวกระตุ้นโปรตีน SIRT1 โดยตรง


สารทั้ง 2 ตัวนี้จะทำงานร่วมกันในการเพิ่มระดับ NAD เพื่อไปกระตุ้นโปรตีน SIRT1 ได้แรงและต่อเนื่อง



การทดลองนี้ใช้ผู้ป่วย ALS จำนวน 32 คน 15 คนรักษาด้วย EH301 และอีก 17 คนได้รับยาหลอก (Placebo) ทำการประเมินวัดค่าต่างๆ เพื่อเป็นบรรทัดฐานก่อนการทดลอง และติดตามผลการรักษาที่ 2 และ 4 เดือน


ค่าต่างๆ ที่วัดได้ครั้งแรกเป็นสกอร์ความรุนแรงของโรค ALS เพื่อทีมวิจัยใช้ประเมินและติดตามอาการของโรค และค่าที่วัดได้ครั้งที่ 2 เพื่อใช้ติดตามผล ทั้งการทำงานของปอด ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ค่า BMI (Body mass index) น้ำหนักไขมันและกล้ามเนื้อ และการทำงานของกล้ามเนื้อลาย หลังจากครบ 4 เดือนพบว่า ทั้ง 4 กลุ่มเหลือผู้ป่วยที่เข้าร่วมเพียงกลุ่มละ 10 คนเท่านั้น



EH301 ช่วยให้ค่าต่างๆ ที่ใช้ประเมินในผู้ป่วย ALS ดีขึ้น


ทีมวิจัยสังเกตุว่า กลุ่มที่ได้รับ EH301 มีพัฒนาการดีขึ้นในค่าสกอร์ความรุนแรงของโรคเมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้ยาหลอก (เมื่อติดตามการรักษาครบ 4 เดือน) ในขณะที่กลุ่มรับยาหลอกมีค่าที่วัดได้แย่ลงอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับผลก่อนการรับยา


เมื่อดูจากค่าต่างๆ ที่วัดได้ ทีมวิจัยยังสังเกตุว่ามีการชะลอความรุนแรงหรือฟื้นตัวในกลุ่มที่ได้ EH301 หลังการติดตามผลการรักษาที่ 2 เดือนและ 4 เดือน ผู้ป่วยในกลุ่มที่รับ EH301 จะมีกล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้นเมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาหลอก



กราฟนี้ จะเห็นว่า ความรุนแรงของโรค (ALSFRS-R), ปริมาณอากาศทั้งหมดในปอด (FVC) และความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ (MRC) ภาพชุด A (ด้านบน) แสดงให้ดูที่ 2 เดือน (2M) และ 4 เดือน (4M) หมายความว่า มีการเปลี่ยนแปลงนับจากวันที่เริ่มทดลอง (BL) เทียบกัน และแท่งกราฟสีเทา : กลุ่มที่ได้ยาหลอก (Placebo) และกราฟสีขาว : กลุ่มที่ได้รับยา EH301


ส่วนกราฟภาพชุด B (ด้านล่าง) เป็นการสรุปการศึกษาที่มีการเปลี่ยนแปลงก่อนการรักษาจนถึง 4 เดือน


นอกจากนี้ยังสังเกตุเห็นพัฒนาการทำงานของปอดดีขึ้นรวมทั้งการวัดคลื่นไฟฟ้าของกล้ามเนื้อลายก็ดีขึ้นด้วย ทั้งช่วง 2 เดือนและ 4 เดือนของการรักษา และยังช่วยให้ไขมันลดลงในขณะที่มวลกล้ามเนื้อลายมากขึ้นในกลุ่มที่ได้รับ EH301 ซึ่งผลนี้จะตรงข้ามกันกับกลุ่มที่ได้ยาหลอก




ทีมวิจัยดูการเปลี่ยนแปลงของกราฟคลื่นไฟฟ้า (EMG) - วัดค่าการตอบสนองของกล้ามเนื้อ หรือ คลื่นไฟฟ้าที่กล้ามเนื้อตอบสนองต่อการกระตุ้นเส้นประสาท (ในกล้ามเนื้อทั่วไป ทั้งกล้ามเนื้อ biceps, triceps และ quadriceps) ซึ่งเราจะเห็นผลของ EH301 ต่อคลื่นไฟฟ้าที่เป็นผลจากกล้ามเนื้อ triceps ที่ 2 เดือน (2M) และที่ 4 เดือน (4M) เทียบกับก่อนการรักษาด้วยยา EH301 (สีขาว) และยาหลอก (สีเทา)



งานวิจัยนี้ได้สิ้นสุดลงเมื่อมิถุนายน 2017 และผู้ป่วยทุกคนที่เข้าร่วม ขอรับการรักษาต่อเนื่องด้วย EH301 นอกจากนี้ ทีมวิจัยได้ทำการประเมินการรักษาอีกในกลุ่มสุ่มที่ได้ EH301 เมื่อครบ 1 ปีในเดือนกุมภาพันธ์ 2018 ซึ่งไม่พบว่ามีค่าความรุนแรงของโรคหรือการทำงานของกล้ามเนื้อไปในทิศทางที่แย่ลง และยังพบด้วยว่า มีกล้ามเนื้อ 6 ใน 8 กลุ่มที่ทำการวัดคลื่น EMG ไม่แสดงผลว่าแย่ลงแต่อย่างใด


ทีมวิจัยยังได้ตรวจเช็คว่ามีการลดลงของค่า FVC (Forced Vital Capacity) - ปริมาณอากาศที่หายใจออกจากปอดแบบใช้แรงหลังจากที่หายใจเข้าลึกสุด (แสดงว่าไม่มีอากาศค้างในปอดมาก บ่งบอกว่ากล้ามเนื้อที่เกี่ยวกับการหายใจฟื้นตัว)


จากงานวิจัยนี้ ผู้ป่วยที่เข้าร่วมการทดลองทางคลินิกครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า การรักษาด้วย NR และ Pterostilbene มีความปลอดภัยและให้ผลการรักษาที่คาดหวังได้ ซึ่งคงต้องรอการศึกษาวิจัยที่มากกว่านี้เพื่อสนับสนุน



=================


อ้างอิง

bottom of page