top of page

ร่างกายกำลังเปล่งแสง (Biophoton) … แล้วแสงนั้นกำลังบอกอะไรเราเกี่ยวกับความชรา?

รูปภาพนักเขียน: น.พ.บรรลือ
น.พ.บรรลือ
12 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ยาว 2 นาที
ร่างกายกำลังเปล่งแสง (Biophoton) … แล้วแสงนั้นกำลังบอกอะไรเราเกี่ยวกับความชรา?
ร่างกายกำลังเปล่งแสง (Biophoton) … แล้วแสงนั้นกำลังบอกอะไรเราเกี่ยวกับความชรา?

ตั้งแต่ผมเริ่มศึกษาศาสตร์ด้าน Anti-Aging และ Longevity สิ่งหนึ่งที่ผมสนใจมาตลอดคือ เราจะรู้ได้อย่างไรว่า “เซลล์ของเรากำลังแข็งแรง” หรือกำลังเริ่มเข้าสู่กระบวนการเสื่อม เพราะความชราไม่ได้เกิดขึ้นในวันที่เรารู้สึกว่าแก่ แต่กระบวนการเปลี่ยนแปลงจำนวนมากเริ่มต้นขึ้นในระดับเซลล์ก่อนที่เราจะมีอาการหรือเกิดโรคเสียอีก


เมื่อไม่นานมานี้ผมได้อ่านงานวิจัยเกี่ยวกับสิ่งที่ฟังดูเหมือนนิยายวิทยาศาสตร์ นั่นคือ สิ่งมีชีวิตสามารถปล่อยแสงออกจากร่างกายได้ แสงนี้เรียกว่า Ultraweak Photon Emission หรือ UPE และเป็นแสงที่อ่อนมากจนตามนุษย์มองไม่เห็น แต่สามารถตรวจจับได้ด้วยเครื่องมือที่มีความไวสูง


คำถามที่น่าสนใจก็คือ ถ้าเซลล์ของเรากำลังทำงานอยู่ตลอดเวลา แสงเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นนั้นกำลังบอกอะไรเราเกี่ยวกับชีวิต สุขภาพ และความชราหรือไม่?



Biophoton หรือ Ultraweak Photon Emission คืออะไร?


Biophoton เป็นคำที่ใช้เรียกโฟตอนหรือแสงระดับต่ำมากที่ตรวจพบได้จากสิ่งมีชีวิต ส่วนคำว่า Ultraweak Photon Emission หรือ UPE เน้นไปที่การปล่อยโฟตอนที่มีความเข้มต่ำมากจากกระบวนการทางชีวภาพ แสงชนิดนี้อ่อนมากจนเราไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่เครื่องตรวจจับแสงที่มีความไวสูงสามารถตรวจวัดได้


สิ่งสำคัญคือ เราไม่ควรเข้าใจว่า biophoton เป็น “พลังงานลึกลับ” หรือหมายความว่าเซลล์ของเรากำลังเรืองแสงเหมือนในภาพยนตร์ แต่ควรมองว่า UPE เป็นหนึ่งในผลลัพธ์ที่สามารถเกิดขึ้นจากปฏิกิริยาเคมีและ metabolism ภายในสิ่งมีชีวิต


งานทบทวนทางวิทยาศาสตร์พบว่า UPE มีความเกี่ยวข้องกับกระบวนการ oxidation-reduction หรือ redox reactions รวมถึงการเกิด Reactive Oxygen Species หรือ ROS ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ metabolism ตามปกติของเซลล์ [2]



หนูที่มีชีวิตปล่อยแสงมากกว่าหนูที่ตายแล้วจริงหรือ?


นี่เป็นส่วนที่ทำให้งานวิจัยเรื่องนี้น่าสนใจมาก...


ในปี 2025 นักวิจัยได้ใช้เครื่องมือที่มีความไวสูงในการตรวจจับ UPE จากหนู และเปรียบเทียบสัญญาณจากหนูที่ยังมีชีวิตกับหนูหลังเสียชีวิต ผลที่พบคือ หนูที่มีชีวิตมีการปล่อยแสงในระดับที่สูงกว่าหนูที่เสียชีวิตอย่างชัดเจน และหลังจากร่างกายหยุดทำงาน สัญญาณดังกล่าวลดลงอย่างมาก [1]


สิ่งนี้ไม่ได้หมายความว่า “ชีวิตคือแสง” แต่เป็นหลักฐานที่น่าสนใจว่า UPE มีความสัมพันธ์กับกระบวนการทางชีวภาพที่กำลังเกิดขึ้นในสิ่งมีชีวิต


เมื่อ metabolism และกระบวนการทางชีวเคมีของเซลล์เปลี่ยนไป สัญญาณ UPE ก็สามารถเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย


นี่ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า ถ้าเราสามารถตรวจวัดสัญญาณนี้ได้อย่างละเอียดมากพอ และเราจะสามารถใช้มันเพื่อศึกษาสภาวะของเซลล์ได้หรือไม่?



แสงจากร่างกายเกิดขึ้นได้อย่างไร?


หนึ่งในคำอธิบายที่ได้รับการสนับสนุนจากงานวิจัยคือ UPE เกี่ยวข้องกับกระบวนการ oxidation และ redox ภายในเซลล์


ในระหว่างที่เซลล์สร้างพลังงาน โดยเฉพาะกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับ mitochondria จะมี ROS หรือ Reactive Oxygen Species เกิดขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการตามธรรมชาติ ROS สามารถทำปฏิกิริยากับโมเลกุลต่าง ๆ ภายในเซลล์ และทำให้เกิดโมเลกุลที่อยู่ในสถานะพลังงานสูง เมื่อโมเลกุลเหล่านี้กลับเข้าสู่สถานะพลังงานต่ำลง พลังงานบางส่วนสามารถถูกปล่อยออกมาในรูปของ photon หรือแสงระดับต่ำมาก [2]


ดังนั้น หากจะอธิบายให้เข้าใจง่ายที่สุด ผมมองว่า UPE อาจเป็นเหมือน “ร่องรอยเล็ก ๆ ของเคมีที่กำลังเกิดขึ้นภายในเซลล์”


ไม่ใช่แสงวิเศษ และไม่ใช่พลังชีวิตในความหมายเหนือธรรมชาติ แต่เป็นปรากฏการณ์ทางฟิสิกส์และชีวเคมีที่เราสามารถตรวจวัดได้



Biophoton เกี่ยวข้องกับ Mitochondria และความชราอย่างไร?


นี่คือส่วนที่ผมสนใจมากที่สุดในฐานะแพทย์ที่ศึกษาด้าน Longevity


Mitochondria เป็นออร์แกเนลล์สำคัญที่มีบทบาทในการสร้างพลังงานของเซลล์ ขณะเดียวกันก็เกี่ยวข้องกับ redox balance และการเกิด ROS การเปลี่ยนแปลงของ mitochondrial function จึงเป็นหนึ่งในหัวข้อสำคัญของการศึกษาความชรา


เมื่อเราอายุมากขึ้น ระบบต่าง ๆ ภายในเซลล์มีการเปลี่ยนแปลง ความสามารถในการรักษาสมดุลของพลังงานและ redox ก็อาจเปลี่ยนไปด้วย ดังนั้นจึงมีเหตุผลทางชีววิทยาที่จะศึกษาว่า UPE ซึ่งสัมพันธ์กับกระบวนการเหล่านี้จะเปลี่ยนแปลงตามสภาวะของเซลล์หรือไม่


แต่ตรงนี้ต้องแยกให้ออกระหว่าง “สิ่งที่มีเหตุผลทางชีววิทยา” กับ “สิ่งที่พิสูจน์แล้วทางคลินิก”

ปัจจุบันเรายังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะบอกว่า UPE สามารถใช้เป็นตัววัด biological age หรือใช้บอกว่าใครแก่เร็วหรือแก่ช้าได้



มนุษย์ก็มีการปล่อย Biophoton เช่นกัน


งานวิจัยจำนวนหนึ่งตรวจพบ UPE จากร่างกายมนุษย์ โดยเฉพาะบริเวณผิวหนัง และพบว่าการปล่อยแสงสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามสภาวะทางสรีรวิทยาและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับ oxidative processes [3]


ด้วยเหตุนี้จึงมีแนวคิดว่า ในอนาคต UPE อาจถูกนำมาศึกษาในฐานะ non-invasive biomarker หรือเครื่องมือที่สามารถตรวจสอบสภาวะของร่างกายโดยไม่ต้องเจาะเลือดหรือทำลายเนื้อเยื่อ


อย่างไรก็ตาม แนวคิดนี้ยังอยู่ในระดับงานวิจัย และยังไม่ใช่เครื่องมือทางการแพทย์มาตรฐานที่สามารถนำมาใช้วินิจฉัยโรคหรือประเมิน biological age ได้ในปัจจุบัน



Biophoton อาจช่วยให้เราเข้าใจ Cellular Aging ได้อย่างไร?


สิ่งที่ผมคิดว่าน่าสนใจไม่ใช่เพียงเรื่อง “ร่างกายเปล่งแสง” แต่คือแนวคิดที่อยู่เบื้องหลัง


ถ้าเซลล์กำลังทำงานอยู่ จะเกิดกระบวนการทางชีวเคมีจำนวนมหาศาล และกระบวนการเหล่านี้ทิ้งร่องรอยเอาไว้ในรูปแบบต่าง ๆ ทั้ง metabolites, proteins, ROS รวมถึงสัญญาณทางกายภาพอย่าง UPE


ปัจจุบันเราพยายามใช้เลือด พันธุกรรม metabolomics และ biological-age biomarkers เพื่อทำความเข้าใจว่าร่างกายกำลังอยู่ในสภาวะใด


ในอนาคตเราอาจมีเทคโนโลยีที่สามารถตรวจจับ “สัญญาณจากเซลล์” ได้ละเอียดขึ้นเรื่อย ๆ

และนี่อาจทำให้การแพทย์ค่อย ๆ เปลี่ยนจากการรอให้โรคเกิดขึ้น แล้วจึงรักษา ไปสู่การตรวจพบการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น



Biophoton สามารถใช้วัดอายุชีวภาพได้แล้วหรือยัง?


คำตอบ . . . ยังไม่ได้ครับ


นี่เป็นประเด็นที่ผมอยากเน้น เพราะเรื่อง biophoton มักถูกนำเสนอเกินกว่าหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่มีอยู่


แม้จะมีหลักฐานว่า UPE สามารถตรวจพบได้ในมนุษย์ และมีความสัมพันธ์กับกระบวนการทางชีวภาพบางอย่าง แต่ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะใช้ UPE เพียงอย่างเดียวในการบอก biological age วินิจฉัยโรค หรือทำนายอายุขัยของบุคคล


เรายังต้องการงานวิจัยในมนุษย์ที่มีขนาดใหญ่ขึ้น วิธีการวัดที่เป็นมาตรฐาน และการศึกษาเพื่อยืนยันว่า UPE สามารถสะท้อน biological state ได้แม่นยำเพียงใด


สำหรับผม การพูดว่า “นี่คือเทคโนโลยีที่จะบอกอายุชีวภาพของคุณได้” ในเวลานี้จึงเร็วเกินไป

แต่การพูดว่า “นี่เป็นเทคโนโลยีที่น่าสนใจซึ่งอาจช่วยให้เราเข้าใจ cellular state ในอนาคต” เป็นสิ่งที่มีหลักฐานรองรับมากกว่า



แล้วเรื่องนี้สำคัญกับศาสตร์ Longevity อย่างไร?


ตลอดเวลาที่ผมศึกษาศาสตร์ Anti-Aging ผมพบว่าคำถามสำคัญที่สุดไม่ใช่เพียงว่า เราจะมีอายุยืนถึงกี่ปี แต่คือ เราจะรักษาคุณภาพของเซลล์และระบบต่าง ๆ ของร่างกายให้ทำงานได้ดีได้นานแค่ไหน

เราอาจเพิ่มตัวเลขอายุขัยได้ แต่ถ้าช่วงท้ายของชีวิตเต็มไปด้วยโรคเรื้อรัง กล้ามเนื้อลดลง สมองเสื่อม หรือระบบต่าง ๆ ทำงานผิดปกติ นั่นอาจไม่ใช่ Longevity ในความหมายที่แท้จริง


สิ่งที่ผมสนใจจึงเป็นเรื่องของ Healthspan หรือช่วงเวลาที่เรายังมีสุขภาพดี แข็งแรง และสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ


งานวิจัยเกี่ยวกับ mitochondria, NAD+, metabolism, oxidative stress, senescence และ cellular aging ทั้งหมดจึงมีความสำคัญ เพราะมันกำลังพยายามตอบคำถามเดียวกันว่า เราจะรักษาความสามารถของเซลล์ให้ทำงานได้ดีไปให้นานที่สุดได้อย่างไร



เราอาจกำลังเข้าสู่ยุคที่ “เซลล์ส่งสัญญาณให้เราเห็น”


ผมคิดว่านี่เป็นสิ่งที่น่าสนใจที่สุดจากงานวิจัยเรื่อง biophoton


ไม่ใช่เพราะมนุษย์สามารถ “เรืองแสง” ได้ แต่เพราะมันกำลังบอกเราว่า ร่างกายมีสัญญาณเล็ก ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา เพียงแต่ในอดีตเราไม่มีเทคโนโลยีที่ละเอียดพอจะตรวจจับมัน

วันนี้เรามองเห็นเพียงบางส่วน


แต่เมื่อเทคโนโลยีมีความไวและแม่นยำมากขึ้น เราอาจสามารถอ่านข้อมูลจากเซลล์ได้มากขึ้นเรื่อย ๆ

จากการตรวจว่า “คุณเป็นโรคอะไร?”


เราอาจกำลังเดินไปสู่การถามว่า


“เซลล์ของคุณกำลังเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางไหน?”


สำหรับผม นี่คือหัวใจของ Precision Longevity และ Preventive Medicine ในอนาคต เพราะยิ่งเราตรวจพบความผิดปกติได้เร็วเท่าไร เราก็ยิ่งมีโอกาสที่จะเข้าไปจัดการกับปัจจัยเสี่ยงก่อนที่ความเสียหายจะสะสมจนกลายเป็นโรค


วันนี้ Biophoton ยังไม่ใช่เครื่องมือที่จะตอบคำถามเหล่านี้ได้ทั้งหมด แต่เป็นอีกหนึ่งหน้าต่างเล็ก ๆ ที่ทำให้เราเห็นความซับซ้อนของชีวิตในระดับเซลล์มากขึ้น และบางที สิ่งที่เราเรียกว่า “ความชรา” อาจไม่ได้เริ่มต้นจากวันที่ผิวมีริ้วรอย หรือวันที่เราเริ่มรู้สึกว่าแรงน้อยลง


แต่อาจเริ่มจากการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ ภายในเซลล์ที่เกิดขึ้นมานานก่อนหน้านั้น


นี่คือเหตุผลที่ผมยังติดตามงานวิจัยด้าน Longevity, Mitochondria, NAD+, Cellular Aging และ Biological Age อย่างต่อเนื่อง เพราะผมเชื่อว่าอนาคตของการแพทย์ไม่ได้อยู่ที่การรอให้เรา “ป่วยแล้วรักษา” เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การเข้าใจร่างกายให้เร็วพอที่จะช่วยให้เรามีสุขภาพดีได้นานที่สุด


เราอาจยังไม่สามารถมองเห็นความชราได้ด้วยตาเปล่า แต่ในวันนี้ นักวิทยาศาสตร์กำลังเริ่มค้นพบว่าเซลล์ของเราอาจทิ้งร่องรอยเล็ก ๆ เอาไว้ให้เราอ่าน


. . . และนั่นอาจเป็นอีกหนึ่งก้าวเล็ก ๆ ของการเดินทางไปสู่ Longevity Medicine


— Dr.BunlueLongevity & Anti-Aging Medicine



References


  1. Salari V, et al. Imaging Ultraweak Photon Emission from Living and Dead Mice and from Plants under Stress. The Journal of Physical Chemistry Letters. 2025;16:4354–4362. DOI: 10.1021/acs.jpclett.4c03546.

  2. Mould RR, et al. Ultra weak photon emission—a brief review. Frontiers in Physiology. 2024;15:1348915. DOI: 10.3389/fphys.2024.1348915.

  3. De Paolis L, et al. Human ultra-weak photon emission as non-invasive spectroscopic tool for diagnosis of internal states – A review. Journal of Photochemistry and Photobiology B: Biology. 2021;216:112141.

ความคิดเห็น


bottom of page